• Mook

คุกกี้นิ่ม 1,200 กล่อง 4,800 กว่าชิ้น ทำได้ยังไงนะ??

Updated: Jul 18, 2020


สวัสดีค่าทุกคนนน :) ก่อนจะเขียนยาวๆ ขอพูดก่อนว่า ขออภัยทุกคนที่หายไปนานมากกกกก ตั้งแต่ช่วงยังโควิดอยู่เลยเนอะ ทุกคนเป็นไงกันบ้างคะ? สบายดีไหม? หวังว่าทุกคนสบายดีนะคะ ทางนี้สบายดีมาก ยิ่งตอนนี้ใกล้จบโปรเจคคุกกี้ 1,200 กล่องแล้ว และจะได้หยุดพักบ้าง ใจชื้นไม่น้อยค่ะ


โพสต์วันนี้เคยเกริ่นไปใน FB บ้างแล้ว ว่าถ้าว่างๆมุกจะมาเขียนถึงการทำคุกกี้จำนวนมหาศาล (สำหรับครัวเล็กจิ๋ว พนักงาน 2 คน + 1 คือแฟนมุกเองค่ะ ที่ช่วยแพค) เราทำกันได้ยังไง แล้วววทำไมไปรับโปรเจคนี้มาละ? ถ้าอยากรับงานเยอะๆแบบนี้ ต้องเตรียมตัวยังไงบ้างนะ?


อะเริ่มกันเลยยยนะคะ :)


โปรเจคนี้คืออะไร?

โปรเจคนี้คือเป็นการทำ Premium Gift ให้เหล่าบรรดาคุณหมอทั่วประเทศค่ะ มุกทำร่วมกับ GlaxoSmithKlein ที่ทำ Voltaren ค่ะ เขาจะทำของขวัญที่เป็น gimmick ให้กับผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ของเขาค่ะ


ไปรับโปรเจคนี้มาได้อย่างไร?

ตอนแรกที่รู้ถึงโปรเจคนี้คือผ่านพี่ผู้แทนยาที่รู้จักกัน (มุกไปงานประชุมคุณหมอกับคุณพ่อปีที่แล้วช่วงเดือนตุลาคมค่ะ พี่รู้ว่าเราทำขนมขายเลยเข้ามาถาม มาคุยว่าสนใจไหม? ตอนนั้นถามว่าสนใจไหม คือสนใจ เพราะ 1. ได้รายได้ค่อนข้างเยอะ และสำหรับร้านเล็กๆของเราที่เงินทุนไม่ได้มีเยอะมากมาย เราคิดว่ามันน่าจะต่อยอดได้หลายอย่างเลยแหละ อะ Drive มาแล้ว แต่ต่อมาเราก็คิดว่า มันจะทำได้ยังไง? ปริมาณมันเยอะมากกก ครัวก็คนน้อย จะจ้างคนก็คิดหนักอีกว่า

... "ถ้ามีคนแล้วจะหางานมาให้เขาทำอย่างสม่ำเสมออย่างไร"

คำถามเหล่านี้คือวนๆอยู่ในหัวตลอดตั้งแต่รู้ว่า เราอาจจะได้ทำโปรเจคนี้นะ

หลักๆคิดว่าหลังจากดีใจ น่าจะเป็น ความกังวลค่ะ กังวลที่ว่า เราจะทำได้ยังไงอะ?


แล้วทำไมถึงเลือกทำ Cookie Cup นี้เป็น Premium Gift?

พอรู้ว่าจำนวนที่ต้องทำทั้งหมดคือ 1,200 กล่อง (แต่ยังดีว่าส่งเป็นรอบๆค่ะ ไม่ได้ส่งทีเดียว มุกต่อรองว่าเนื่องจากพนักงานเราน้อย กำลังผลิตต่อสัปดาห์ได้ประมาณ 150 กล่องค่ะ ซึ่งคือ 600 กว่าชิ้น เขาเลยจัดรอบส่งให้ ก็โอเคขึ้นค่ะ จากตอนแรกที่จะส่งภายในเดือนเดียว ระยะเวลายืดไปถึง 2 เดือน 8 สัปดาห์ค่ะ)

มุกก็มาดูว่าที่ผ่านมาเราทำขนมอะไรไปบ้าง? อะไรคือ Signature ของเรา ที่ถ้าคนกินไปแล้ว เขาจะอยากกลับมาสั่งต่อ


...เพราะบนกล่องที่เราออกแบบ เขาให้เราใส่ contact ติดต่อได้เต็มที่เลยค่ะ เหมือนกับว่าในระยะเวลา 2 เดือนนี้ จะมีคนรู้จักขนมเราเพิ่มอีก 1200 คน ++ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะชอบเหมือนกันนะคะ แต่เป็นโอกาสในกาสให้คนได้รู้จักเรามากขึ้น (**เป็นอีกเหตุผลนึงที่เลือกรับงานนี้ค่ะ**)...


เลยคิดไปคิดมา ขนมที่คนชอบมากๆของร้านมุกจากที่เห็นจะมี 2 อย่างคือ Fudge Brownie และ Soft Cookie แต่ในใจคือตัดบราวนี่เลย เพราะขั้นตอนการทำมีความเหนอะหนะล้างยากมากค่ะ สงสารคนล้างค่ะ 55555 ความจุกจิกมันเยอะกว่าคุกกี้ค่ะ (สำหรับมุกนะคะ) เลยหวยมาออก Soft Cookie แต่ปัญหาของคุกกี้นิ่มเนี่ย เวลาอบ ถ้าอบเป็นชิ้นๆจะมีรายละเอียดที่ต้องคอยดูค่ะ ว่าบางชิ้นแผ่เยอะไปไหม บางชิ้นไม่แผ่ ทำไม? อะไรแบบนี้ เลยนึกถึง cookie cup ที่เคยทำไปขายที่สินธรค่ะ เลยหยิบตัวนั้นมาลองดู


Cookie Cup คือยังไง? ต่างจากทั่วไปอย่างไร?

ในโลกทำขนม เหมือนเคยได้ยินจากครูท่านนึง ซึ่งจำไม่ได้ว่าใครนะคะ ว่า เวลาสงสัยว่าจะทำอย่างไรกับขนม หรือขนมปัง กลัวทำไม่สวย ต่างๆนานา ให้โยนใส่ถ้วยเลยจ้ะ 55555555

ยึดคำนั้นมาตลอด แล้วก็ลองทำกับหลายๆอย่าง เช่น บราวนี่ เค้ก เป็นต้น ก็พบว่า เวิร์คคคจ้ะ

เลยคิดว่า การเอาคุกกี้มาใส่ถ้วย นอกจากทำง่าย พออบก็ง่ายค่ะ เราไม่ต้องคอยดูตลอด สามารถมีแรงงานมาช่วยและให้ดูแทนได้ อัตราการล้มเหลวมันน้อยกว่ากันเยอะค่ะ จากที่ทำมา :)


Cookie Cup มีอีกข้อดีข้อนึงคือ เก็บนานกว่าแต่ยังคงฉ่ำอยู่ หากเทียบกับ คุกกี้นิ่มแบบชิ้นปกติ คือเราอบให้ด้านในสุกน้อยกว่าปกติค่ะ เพราะกว่าของจะส่งไปถึง supplier กว่า supplier จะแจกจ่ายให้ผู้แทนไปให้หมอ ระยะเวลาจะอยู่ที่ 1 สัปดาห์ หมายถึงว่า ขนมเราจะค้างตั้งแต่วันทำถึงวันส่ง 1 สัปดาห์ ตอนแรกที่รู้ก็มีความกังวลค่ะ เพราะขนมร้านมุกเองจะทำสดใหม่ และจะแนะนำให้กินภายใน 5 วันถ้าเป็นไปได้ เพราะเนยเยอะ และขนมที่เนยเยอะ พอเก็บไว้นานๆเขาจะมีความแห้งลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะ



ขั้นตอนการทำหลังจากรับงานมาเป็นอย่างไร?

ขอแบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้ค่ะ

  1. ออกแบบกล่องตาม Brief ของบริษัท

  2. ส่งต่อให้ Designer (เพื่อนมุกเองค่ะ) เจ้าของร้าน Tynee Basket ออกแบบได้น่ารักมากค่ะ

  3. ส่งแบบกล่องให้โรงพิมพ์ ขั้นตอนนี้ใช้เวลา 2 สัปดาห์แบบเร็วสุด

  4. ส่ง Mock up กล่องจริง พร้อมขนมให้ทางทีมค่ะ ถ้าโอเคก็เริ่มขั้นตอนต่อไป

  5. คำนวณจำนวนคุกกี้คัพที่ต้องทำทั้งหมด มุกทำลง Excel เลย เพราะมานั่งเขียนเอง งงแน่นอน

  6. จำนวนที่ต้องทำแต่ละสัปดาห์

  7. จำนวนวัตถุดิบที่ต้องสั่งแต่ละสัปดาห์

  8. ตารางงานตลอด 8 สัปดาห์ว่าต้องทำอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้ดูว่าสามารถรับงานอื่นเพิ่มได้ไหม

ตารางคำนวณปริมาณที่ต้องทำ



ตารางด้านบนบอกจำนวนที่ต้องทำทั้งหมด และของที่ต้องสั่งแต่ละสัปดาห์ค่ะ (ให้ดูได้บางส่วนแค่นั้นนะคะ แหะๆ) ก็เหมือนได้ทำ Inventory ไปในตัวค่ะ เป็นการเช็คสต็อคอีกทีว่าตอนนี้เรามีเท่าไหร่ แล้วเราต้องสั่งเพิ่มเท่าไหร่ ตู้แช่ที่มีพอไหม? ซึ่งตอนแรกมีตู้เย็นธรรมดา 1 ตู้ ตู้แช่เหมือนแช่น้ำในร้านอาหารอีก 1 ตู้ เตาอบ 1

พอคำนวณเสร็จปุ๊บ รู้เลยว่าปริมาณของที่ต้องสั่งมันเยอะมากกก และอบเตาเดียวไม่ทันแน่ๆ เลยไปซื้อมาเพิ่มเป็น

1. เตาอบ

2. ตู้แช่ค่ะ

3. เครื่องตีขนม 10L


**ทำปริมาณเยอะได้ ในเมื่อแรงงานไม่มี เราต้องหาเครื่องทุ่นแรงค่ะ เลยลงทุนกับส่วนนี้ไปค่อนข้างเยอะ แต่หักลบกับรายได้ที่ได้มา ถือว่าโอเคค่ะ ไปต่อได้ 55555


ตอนแรกจะทำส่งช่วงเดือนมีนาคม แต่ว่าติดโควิด เลยเลื่อนมาเป็นส่งเดือนมิถุนายน และกฤกฎาคม แทนค่ะ...



เริ่มทำโปรเจคแล้วเป็นอย่างไรบ้าง?

ในทุกๆเรื่อง ถ้ามันเป็นครั้งแรกของเรา เราจะมีความกลัวเสมอ จำได้ว่าสัปดาห์แรกที่ทำส่งมีความนอย กลัวของไม่พอ กลัวทำพัง กลัวหมด เพราะปกติเราจะใช้แค่เครื่องตี KitchenAid ธรรมดาที่ตีทีละ 2 สูตร 3 สูตรบ้าง แต่ถ้าปริมาณมันเยอะขึ้น เราต้องมาใช้เครื่องตี 10L ตีได้ครั้งละ 5 สูตร ซึ่งการทำปริมาณเยอะๆมันไม่เหมือนทำน้อยๆอยู่แล้ว ต้องดูสปีดการตีว่าแรงไปมั้ย ตีนานไหม ตีพอหรือยัง อะไรประมาณนี้ แต่ก็คิดว่า... ถ้าไม่ลองเลย เราจะขยายช่องทางโอกาสของร้านเราไม่ได้เลย สเกลงานก็จะเล็กๆแบบนี้ไปเรื่อยๆ เลยลุยค่ะ!


ตารางการทำงาน

  • เสาร์-อาทิตย์ : ทำแป้งคุกกี้วันละ 15 สูตร (5 สูตร 3 เซ็ท)

  • วันจันทร์ : ปั้น

  • อังคารหยุด

  • พุธอบ แพค

  • พฤหัสส่งของ

  • ศุกร์หยุด

เป็นแบบนี้มา 2 เดือนจ้า 55555 เหมือนไม่เยอะนะ แต่เนื่องจากตอนแรกๆแรงงานมีจำกัด มีแค่มุก กับป้ามะลิที่เป็นแม่บ้านคอยช่วยเก็บล้าง กับแฟนมุกช่วยแพคช่วยซีลบ้าง มันเลยหนักหน่วง


จำได้ว่าวันแรกที่อบและแพคส่ง กลับบ้าน 18.30 คือเย็นมากๆสำหรับครัวเรา ปกติมุกจะให้เลิกงานไม่เกิน 17.30 ถ้าเป็นไปได้ ปกติจะไม่เกินนั้นค่ะ

สัปดาห์ต่อๆมายังเป็นมุก ป้ามะลิ และพี่คิดอยู่ แต่เราก็ค้นพบวิธีทุ่นเวลา จัดสรรเวลาอบ เวลาแพคใหม่ ทำให้เราประหยัดเวลาไปได้ถึง 2 ชั่วโมงเลยค่ะ!


แต่สองสามสัปดาห์หลังมานี้ได้พี่วัน ผู้ช่วยคนใหม่ มาช่วย งานลื่นไหลดีมากค่ะ เราทำเสร็จกันไวมากๆ

ครัวเล็กจิ๋วของ Mamoobake ค่ะ เอาจริงๆตั้งแต่เปิดร้าน เปิดเพจมา เข้าปีที่ 4 ถ้าเปิดครัวนี้มารู้สึกจะ 2 ปีแล้วนะคะ :)

VDO ด้านล่างกำลังสอนพี่วันผสมคุกกี้โดยเครื่องตีใหญ่ค่ะ

พองานเริ่มเป็นระบบแล้ว มีคนช่วยแล้ว ครึ่งหลังมานี้ เวลาผ่านไปไวมากๆค่ะ แปปๆสัปดาห์หน้าก็เป็นรอบส่งรอบสุดท้ายแล้ว จากตอนแรกที่มองว่าเหนื่อยมาก เยอะ ไม่น่าจะสนุก กลายเป็นแต่ละวันที่ไปครัว สนุกขึ้นเยอะเลยค่ะ แค่ปรับตารางการทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น ชีวิตสบายขึ้น ประหยัดเวลาไปได้อีกแน่ะ!




สัปดาห์ล่าสุดมีเรียกพนักงานมาสัมภาษณ์กับลองงาน ครัวก็จะแน่นๆหน่อยค่ะ :)


อยากรับงานใหญ่แบบนี้บ้าง ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

การรับพนักงานเพิ่มเรื่อยๆเพื่อเติมเต็มให้กับปริมาณงาน หลายๆครั้งอาจจะไม่ใช่ทางออกเสมอไป แต่ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะคะ ส่วนตัวมุกมองว่า เราลองดูก่อนว่าสิ่งที่เรามี ความสามารถของเรา ทำได้สุดแค่ไหน (สุดแบบไม่ล้มป่วยนะคะ) อุปกรณ์ที่เรามี เตาอบ เครื่องตี ต่างๆ เราใช้มันได้เต็ม capacity แค่ไหน? ถ้าไม่พอ เราซื้อเพิ่มมันจะช่วยมากน้อยอย่างไร? ตรงนี้เราต้องเอามาคิดด้วยก่อนที่จะรับพนักงานเข้ามาค่ะ


ตอนแรกแฟนก็บอกว่า ประกาศหาคนช่วยสิ จะได้ไม่เหนื่อย ซึ่งมันดีนะ ไม่ใช่ไม่ดี แต่ตอนแรกสุดมุกยังรู้สึกว่ามันยังไม่ถึงเวลา ไม่ใช่ทางออก และงานแบบนี้เราไม่เคย มุกเลยบอกว่า

"มุกอยากลองทำสักรอบสองรอบก่อนเพื่อดูระบบว่างานใหญ่ ทำเยอะแบบนี้ ระบบมันควรเป็นยังไง ถ้ารับคนเข้ามาจะได้รู้ว่า คนๆนั้นจะทำอะไรได้บ้าง ไปช่วยในส่วนไหนได้"

และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆค่ะ ครึ่งแรกของการทำ คือไม่ได้มีคนมาช่วย นอกจากมุกกับป้ามะลิที่คอยอบกันอยู่ 2 คน มีแฟนมุกช่วยแพคด้วยอีกคน ผลคือ อย่างที่บอกตอนแรกว่าสัปดาห์หลังจากครั้งแรก คือเราประหยัดเวลาทำงานไปได้ 2 ชั่วโมงเลยในแรงงานเท่าเดิม!


หลายๆร้าน หลายๆกิจการตอนนี้ อาจจะยังไม่สะดวกที่จะหาพนักงานเพิ่ม เพราะการมีพนักงานเพิ่มคือรายจ่าย แต่เป็นจ่ายที่หลายๆครั้งเราต้องยอม เพื่อทุ่นแรง และเพื่อที่เราจะได้หางานหลายๆแบบมาทำได้ เพราะแน่นอนว่า ทำคนเดียวไม่มีทางไหวค่ะ จะไหวถึงจุดนึง จากนั้นจะเริ่มล้า และท้อค่ะ


แต่การจะรับพนักงานเราต้องดูด้วยว่าเราพร้อมรับเท่าไหร่ รายจ่ายเท่านี้ ควรมีรายได้เท่าไหร่ เป็นต้น


สำหรับคนที่คิดอยากจะรับงานใหญ่ขึ้นกว่าที่ทำอยู่ มุกลองลิสต์สิ่งที่ต้องเตรียมตัวจากประสบการณ์งานครั้งนี้คร่าวๆนะคะ :)

  1. คำนวณความสามารถในการทำงานของเรา ผู้ช่วย (หากมี) อุปกรณ์ต่างๆในครัวของเราก่อน ว่าพร้อมรับแค่ไหน

  2. คำนวณการสั่งวัตถุดิบให้ดีค่ะ แนะว่ามีเกินไว้ก่อนดีกว่าขาดค่ะ หลายๆครั้งซื้อเนยมาที 20 โล แปปเดียวหมดค่ะ TT

  3. จดทุกอย่างที่ทำ และคิด ถ้าจะให้ดี ลง Excel ไว้เลยค่ะ การคำนวณจะมีความแม่นยำกว่ามาก

  4. Recheck ทุกอย่างที่คำนวณไปอย่างน้อย 2-3 รอบ แนะว่าทำเกินไว้ก่อนสักนิดดีค่ะ (ยิ่งเป็น cookie dough มันเก็บไว้ได้ ถึงทำเกิน เราเก็บไว้อบรอบต่อไปได้ค่ะ)

  5. คำนวณเวลาในการทำแต่ละอย่าง เช่น ผสมแป้ง ตวงแป้ง การปั้น (มุกจับเวลาหมดเลย เพื่อจะได้คำนวณว่าแต่ละวันเราควรเริ่มงานกี่โมง จะเสร็จภายในกี่โมงค่ะ ประหยัดเวลาทุกฝ่าย)

  6. ประมาณการถึงความผิดคลาดที่อาจเกิดขึ้นด้วย และคิดหาทางมาอุดช่องโหว่นั้นที่อาจเกิดขึ้นได้ค่ะ เช่น ตวงแป้งผิด ผสมผิด เป็นเหตุย้อนกลับไปว่า เวลาสั่งวัตถุดิบควรสั่งเผื่อค่ะ

  7. ตอนรับงานมา ตกลงงานกับทางคนให้งานดีๆว่าเป็นแบบนี้ๆๆ ย้ำ คอนเฟิร์มหลายรอบเพื่อความชัวร์ค่ะ ถ้าเข้าใจตรงกัน ตลอดเวลาการทำงานมันจะราบรื่นค่ะ

  8. สู้! อันนี้บอกตัวเองตลอด ทำไปเถอะค่ะ มีงานคือดี ไม่มีสิเศร้า งานมันเหนื่อยจริงค่ะสำหรับครัวเล็กๆ แต่เรามองว่า ถ้าเราผ่านจุดนี้ไปได้ เราจะกล้าทำอะไรอีกเยอะค่ะ มีโอกาสอะไรเข้ามาเราก็อยากคว้าไว้ก่อน สู้ๆค่ะ :)

มีตัวอย่างขนมที่ทำให้กับ Glaxo ในรอบนี้มาให้ดูด้วยค่ะ



ขนมทั้งสองตัวนี้ได้รับฟี้ดแบคค่อนข้างดีจากทางคุณหมอ หรือหลายๆท่านที่ได้ชิมจากโปรเจคครั้งนี้ค่ะ หลายท่านส่งข้อความมาบอก และบางคนสั่งกลับไปให้ที่บ้านชิมอีกด้วยค่ะ :) เนื่องจากว่ามุกไม่รู้เลยว่าใครได้ขนมกล่องนี้ไปบ้าง พอมีฟี้ดแบคกลับมาแบบนี้คนทำนี่ยิ่งดีใจขึ้นไปอีกค่ะ มีกำลังใจทำต่อไป






มุกถือโอกาสโพสต์นี้เพื่อขอบคุณทุกคนที่คอยช่วยตลอดโปรเจคค่ะ ขอบคุณป้ามะลิ พี่คิด พี่วัน คุณตาล ที่ช่วยกันทำให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีค่ะ


ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจจากคนที่ได้ชิมขนมแล้วชอบนะคะ :)


ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านจนจบค่ะ


แล้วพบกันใหม่โพสต์หน้าค่ะ





1,917 views0 comments